จับ “2 ผัวเมีย” เจ้าของแปรรูปเพชร-ทองเอี่ยวแก๊งงัดเซฟโคลัมเบีย

“สุวิระ” นำทีมจับ 2 ผัวเมีย เจ้าของโรงงานแปรรูปเพชร-ทอง รับซื้อจากแก๊งงัดเซพชาวโคลัมเบีย-ยึดของกลางอื้อ จ่อขยายผลอีกเพียบ

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์แก้ว สามารถจับกุมแก๊งชาวโคลัมเบีย 4 คน ที่ก่อเหตุลักทรัพย์ตู้เซฟในบ้านผู้พิพากษาที่ จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก่อนที่จะขยายผลเข้าค้นบ้านเลขที่ 18/545 ซอย 4 ถนนบรมราชินีนาถ เขตบางพลัด กทม. พบของกลางเป็นทองรูปพรรณ สร้อย และนาฬิกา ได้หลายรายการ เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 มกราคม 2560 พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ.10 พร้อมกำลังตำรวจ สน.บางพลัด เข้าจับกุม น.ส.กาญจนา ประสงค์เสรีนนท์ อายุ 50 ปี และ นายชัชวาล เหล้าวรรณะ อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน และเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 18/545 ซอย 4 ถนนบรมราชชนนี เขตบางพลัด กทม. ที่เป็นโรงงานรับแปรรูปเครื่องเพชรและทองรูปพรรณ หลังพบ 4 ผู้ต้องหาชาวโคลัมเบียนำทรัพย์สิน ทั้งทองรูปพรรณ เครื่องเพชร และพระเครื่อง ที่ได้จากการลักทรัพย์ในบ้านพักของผู้พิพากษา จังหวัดนครปฐมเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ไปขายให้โรงงานดังกล่าว โดยเมื่อช่วงสายวันที่ 7 มกราคม ขณะเข้าตรวจค้นตามคำให้การของผู้ต้องหาพบว่า น.ส.กาญจนา และนายชัชวาล มีอาการและให้การพิรุธ จนได้รับการยืนยันจากผู้เสียหายว่ามีทรัพย์สินบางส่วนที่ถูกลักทรัพย์ไปอยู่ในโรงงานดังกล่าว วันนี้ (8 ม.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังพร้อมหมายจับและพาผู้เสียหาย เข้าตรวจค้นขยายผลและชี้จุดที่เกิดเหตุอีกครั้ง

พล.ต.ท.สุวิระ เปิดเผยว่า ในวันนี้เป็นการเข้าตรวจค้นโรงงานที่ผลิตเครื่องประดับที่เป็นทองคำและเพชร ชื่อร้านปิ่นเพชร จากการตรวจสอบแล้วพบว่าของกลางที่กลุ่มคนร้ายแก๊งโคลัมเบียโจรกรรมมาได้ถูกส่งมาขายที่นี่ โดยที่นี่เป็นโรงงานในการแปรรูปทองรูปพรรณให้เป็นทองก้อน แล้วก็นำเพชรไปทำเฟอร์นิเจอร์อื่นออกขาย ซึ่งวันนี้ได้ทำการจับกุมสองสามีภรรยาเจ้าของโรงงานและเจ้าของร้านปิ่นเพชรดำเนินคดี พร้อมทั้งยึดของกลางบางส่วนที่เหลือซึ่งยังทำการหลอมไม่ทัน และบางส่วนที่หลอมเป็นรูปพรรณอื่นแล้ว รวมทั้งบางส่วนที่แปลงเป็นเครื่องประดับอื่นไปแล้ว แต่ว่านำทองคำและเพชรมาจากของกลางในคดีนี้

พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวอีกว่า สำหรับสองสามีภรรยาเจ้าของโรงงานนั้นเชื่อมโยงกับกุมคนร้ายอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องการติดต่อสื่อสาร เรื่องการตกลงซื้อขายกัน โดยทรัพย์สินที่โจรกรรมมาทุกล็อตของผู้ต้องหาชาวโคลัมเบียแก๊งนี้จะนำมาส่งให้ที่นี่ และตำรวจมีหลักฐานที่ชัดเจน มีรูปถ่ายขณะทำการซื้อขายกัน ทรัพย์สินที่โจรกรรมมาก็ยังพบว่าอยู่ครบถ้วนในบางส่วน บางส่วนก็ถูกแปรสภาพไปแล้ว ซึ่งในส่วนนี้เจ้าของโรงงานรับสารภาพว่าได้ทำการหลอมแล้วแปรสภาพไปแล้วบางส่วน จึงยึดทั้งส่วนที่แปรสภาพและส่วนที่ยังไม่แปรสภาพซึ่งมีมูลรวมไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ทั้งนี้ยังมีของกลางที่เป็นทองรูปพรรณ พระเลี่ยมทองที่แก๊งโคลัมเบียนำมาขายให้ที่นี่ แล้วทำการแกะพระออก จากนั้นก็หลอมกรอบทั้งหมด จึงขอให้ผู้เสียหายมาดูของกลางได้ที่ สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม เพราะขณะนี้ยังมีของกลางอีกหลายร้อยรายการที่ยังไม่มีผู้เสียหายมายืนยันเป็นเจ้าของ ซึ่งหลังจากนี้จะทำการขยายผลไปยังร้านรับซื้ออื่นๆ อีกต่อไป

“พฤติการณ์ของคนร้ายแก๊งโคลัมเบีย จะใช้วิธีกดกริ่งตามบ้านพักหรูๆ หากพบว่าไม่มีผู้อยู่อาศัยจะดำเนินการเข้าโจรกรรมโดยพุ่งเป้าไปที่ตู้เซฟ ก่อนจะยกมาทำการตัดตู้และนำทองรูปพรรณ และเครื่องเพชร หรือพระเครื่อง ที่มีการทำกรอบทองหรือกรอบเพชร มาขายให้กับผู้ต้องหาทั้งสองคนนี้ โดยในคดีของบ้านพักผู้พิพากษา ผู้ต้องหาทั้งสองได้รับซื้อทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท แต่ซื้อในราคาเพียง 4.5 แสนบาท ก่อนที่ผู้ต้องหาทั้งสองจะทำการแปรสภาพทรัพย์สินที่รับซื้อมา เพื่อเตรียมนำไปขายต่ออีกทอด และจากข้อมูลของตำรวจพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสอง มีการรับซื้อกับกลุ่มผู้แก๊งโคลัมเบียไม่น้อยกว่ากว่า 4 ครั้ง โดยขณะนี้ยังไม่พบว่ามีคนไทยร่วมในการโจรกรรมกับแก๊งโคลัมเบีย แต่มีเพียงคนไทยที่ให้ข้อมูลและประสานในการนำทรัพย์สินที่ได้มาจากการโจรกรรมมาขายต่อตามแหล่งต่างๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการขยายผล” พล.ต.ท.สุวิระ กล่าว

พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวอีกว่า ส่วนสมาชิกแก๊งโคลัมเบียขณะนี้ยังมีอีก 2 คนที่อยู่ระหว่างการหลบหนี แต่จากการตรวจสอบแล้วแก๊งโคลัมเบียมีอยู่หลายกลุ่ม ขณะนี้หลบหนีหมายจับของประเทศไทยมีประมาณ 139 คน ส่วนใหญ่มีประวัติต้องโทษทางคดีมาก่อน เมื่อพ้นโทษแล้วก็ถูกผลักดันออกนอกประเทศ แต่ก็จะทำพาสปอร์ตใหม่แล้วกลับเข้ามาประเทศไทยอีกครั้งเพื่อก่อเหตุ เพราะฉะนั้นแก๊งโคลัมเบียในประเทศไทยในขณะนี้อยู่ในภาวะที่ต้องใช้มาตรการเด็ดขาดในการสกัดกั้นและปราบปราม

ด้าน น.ส.ลัคนา แซ่ตั้ง ภรรยาของ นายนพรัตน์ บุญจร ผู้พิพากษา หัวหน้าศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าของทรัพย์สินที่ถูกกลุ่มคนร้ายโคลัมเบียโจรกรรมมาขายยังโรงงานแปรรูปดังกล่าว บอกว่า ดีใจเมื่อทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกลุ่มคนร้ายและติดตามทรัพย์สินคืนได้บางส่วน โดยในวันนี้หลังจากเข้าตรวจสอบทรัพย์สินภายในโรงงานดังกล่าวก็พบว่าทรัพย์สินหลายชิ้นถูกแปรสภาพไปจากเดิมแล้ว ซึ่งส่วนตัวรู้สึกเสียใจ เพราะทรัพย์สินทั้งหมดได้มาจากการทำงานเก็บออม และมาจากมารดาที่ให้ไว้ในวันสำคัญต่างๆ โดยส่วนตัวจากเหตุการณ์นี้ทำให้ได้อุทาหรณ์ว่า ไม่ควรเก็บทรัพย์สินของมีค่าต่างๆ ไว้เป็นจุดเดียวและไม่ควรเก็บทรัพย์สินที่มีค่ามากๆ ไว้ภายในบ้านพัก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาในข้อหาร่วมกันรับของโจร ประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำการซื้อขายของเก่าโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีรายการบัญชีซื้อขายของเก่า พร้อมให้พนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์แก้ว ส่งเรื่องถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจสอบหาที่มาของทรัพย์ทั้งหมด เพราะจากข้อมูลของพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ยังมีทรัพย์สินเป็นบ้านเรือนไทยขนาดใหญ่ ในอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และทรัพย์สินอื่นๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบว่า การได้มาของทรัพย์สินทั้งหมดมาอย่างถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ หากได้มาอย่างไม่ถูกต้อง จะต้องดำเนินการยึดทรัพย์ เพื่อนำทรัพย์เข้าสู่แผ่นดิน และคืนให้กับเจ้าทรัพย์ต่างๆ พร้อมพิจารณาแจ้งข้อหาฟอกเงินกับผู้ต้องหาทั้ง 2 รายอีกด้วย

Posted in ข่าวทั่วไป